ในขณะที่สถานการณ์สุขภาพโลกกำลังให้ความสนใจกับรายงานการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) บนเรือสำราญในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกใต้เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีรายงานการระบาดรุนแรง แต่การทำความเข้าใจเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันตนเองถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะ
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร?
ไวรัสฮันตา เป็นกลุ่มไวรัสที่มีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูพุก และหนูบ้าน เป็นพาหะนำโรคหลัก เชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของหนู เมื่อสิ่งเหล่านี้แห้งกลายเป็นฝุ่นผงและฟุ้งกระจายในอากาศ หากเราสูดดมเข้าไปก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ไวรัสฮันตาติดต่อได้อย่างไร?
- การสูดดม (Inhalation): เป็นช่องทางหลัก โดยการหายใจเอาละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อจากมูลหนูเข้าไป
- การสัมผัสโดยตรง (Direct Contact): สัมผัสเชื้อจากหนูแล้วนำมาแตะจมูก ปาก หรือตา
- การถูกกัด (Rodent Bite): แม้จะพบได้น้อยแต่ก็เป็นช่องทางแพร่เชื้อได้
- การแพร่จากคนสู่คน (Person-to-Person): ปกติไวรัสฮันตา ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นสายพันธุ์ Andes (ที่กำลังเป็นข่าวในอเมริกาใต้) ซึ่งมีรายงานว่าสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดได้ในบางกรณี
อาการที่ต้องสังเกต: ไข้สูง หายใจลำบาก อย่าชะล่าใจ
อาการของโรคไวรัสฮันตามักแสดงอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 1-8 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักตามสายพันธุ์:
- กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (HPS): พบมากในแถบอเมริกา มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40% อาการเริ่มแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ (ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ) ก่อนจะลุกลามเป็นอาการไอ หายใจเหนื่อยหอบอย่างรวดเร็วเนื่องจากน้ำท่วมปอด
- กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย (HFRS): พบมากในเอเชียและยุโรป อาการจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหลัง ปวดท้อง และอาจมีภาวะไตวายเฉียบพลันร่วมด้วย
ข้อสังเกต: หากคุณมีประวัติสัมผัสหนูหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูงร่วมกับหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

วิธีป้องกันตนเองจากไวรัสฮันตา
เนื่องจากปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาเฉพาะทาง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมสัตว์พาหะ:
- ดูแลความสะอาดในบ้าน: ปิดช่องว่างที่หนูอาจมุดเข้ามาได้ และทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอ
- จัดเก็บอาหาร/วัตถุดิบ ให้มิดชิด: ไม่วางเศษอาหารทิ้งไว้ข้ามคืนซึ่งจะเป็นการดึงดูดหนู และไม่นำวัตถุดิบที่มีรอยกัดแทะมารับประทาน
- การทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง: หากพบมูลหนู ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่นทันที เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) โดยผสมในอัตรา น้ำยาซักผ้าขาว 5 ซีซี ต่อน้ำ 95 ซีซี ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงเช็ดออก
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน: สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือทุกครั้งเมื่อต้องทำความสะอาดห้องเก็บของ หรือพื้นที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทมานาน
ความเสี่ยงในประเทศไทย
จากข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา (11 พฤษภาคม 2569) ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย (ที่มา:กองระบาดวิทยา/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค) และยืนยันว่าไทยเคยพบหลักฐานของไวรัสฮันตาในหนูมานานกว่า 40-50 ปี แต่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ Andes ที่เป็นข่าวในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ขอแนะนำให้ประชาชนรักษาความสุขอนามัย และหากมีอาการผิดปกติหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศหรือพื้นที่เสี่ยง ควรแจ้งประวัติการเดินทางแก่แพทย์อย่างละเอียด


