ศูนย์บริการทางการแพทย์

แผนกสูติ-นรีเวช คลินิกปริกำเนิด

ข้อมูลทั่วไป

แผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ เข้าใจความต่างของผู้หญิงทุกช่วงวัย และตระหนักถึงความต้องการของผู้หญิงที่อยากมีสุขภาพดี จึงพร้อมให้บริการดูแลคุณสุภาพสตรีทุกวัยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคของสตรี การฝากครรภ์และการคลอด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาทั้งสูตินารีแพทย์หญิงในสาขาต่างๆ

การบริการดูแลสุขภาพสตรีทุกช่วงวัย
1. วินิจฉัยครบวงจรเพื่อตรวจและป้องกันโรคของสตรี
ศูนย์สูติ-นรีเวช โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคของสตรีทุกชนิดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย โดยตัวอย่างการตรวจวินิจฉัยโรคภายในของสตรี เช่น
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบ Thin Prep ตรวจหา HPV virus และบริการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV
ตรวจความผิดปกติของปากมดลูกด้วยการส่องกล้อง colposcope และตรวจรักษาด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ 4 มิติ
ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์
ตรวจอัลตราซาวนด์ทางสูตินรีเวช เพื่อวินิจฉัยโรคและความผิดปกติของอวัยวะภายในสตรี
ตรวจหาความหนาแน่นของมวลกระดูก

2. รักษาโรคของสตรี
ศูนย์สูติ-นรีเวช โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ รัตนาธิเบศร์ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนรีเวชให้การรักษาครอบคลุมทุกโรคของสตรี โดยตัวอย่างของโรคที่ให้บริการตรวจรักษาที่พบบ่อย เช่น
ภาวะผิดปกติของการมีประจำเดือน ปวดประจำเดือน ตกขาว และภาวะผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ (ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน)
โรคมะเร็งในสตรีทุกชนิด เช่น มะเร็งเต้านม พร้อมให้บริการรักษาอย่างครบวงจรและดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลโดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ แพทย์หญิงชลิดา เรารุ่งโรจน์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวช , นายแพทย์ศุภกร พิทักษ์การกุล สูตินรีแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวช
ให้การรักษาผู้ที่มีปัญหาทางนรีเวชด้วยการผ่าตัดและการผ่าตัดส่องกล้อง นายแพทย์สันติ พงศ์ภัณฑารักษ์ สูตินรีแพทย์ทั่วไป , นายแพทย์สุขสรรค์ ชัยวิรัตนะ สูตินรีแพทย์ทั่วไป

ดูแลความพร้อมสำหรับสตรีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนมีบุตร
ศูนย์สูติ-นรีเวช โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ มีทีมแพทย์ที่พร้อมให้คำปรึกษา ตอบคำถาม และดูแลสตรีตั้งแต่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ไปจนถึงหลังคลอด เพื่อสร้างความมั่นใจและคลายความกังวล จึงมีทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมีบริการดังนี้

ก่อนตั้งครรภ์
วางแผนการตั้งครรภ์ ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน เตรียมพร้อมก่อนแต่งงานและก่อนมีบุตร
ให้คำแนะนำและรักษาภาวะมีบุตรยาก
ระหว่างตั้งครรภ์
ดูแลการฝากครรภ์ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้นม การเตรียมตัวสำหรับการเป็นคุณแม่ รวมถึงการคุมกำเนิดวิธีต่างๆ หลังคลอดบุตร
จัดอบรมหลักสูตรการเตรียมตัวก่อนคลอดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ตรวจวิเคราะห์เกี่ยวกับพันธุกรรมเพื่อหาโรคและความผิดปกติของทารก รวมถึงตรวจความเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์ และให้การดูแลการตั้งครรภ์ของมารดาที่มีภาวะครรภ์เสี่ยง
ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกในการคลอด
การคลอดบุตร
ให้บริการคลอดบุตรที่ได้มาตรฐาน มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ดูแลการคลอดของมารดาที่มีภาวะครรภ์เสี่ยง

หลังคลอด
สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งมีพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการอบรมเฉพาะทางพร้อมให้บริการดังต่อไปนี้
ให้คำปรึกษาการเตรียมพร้อมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ให้คำปรึกษาการแก้ไขปัญหาหัวนมและเต้านมแก่สตรีตั้งครรภ์
ให้คำแนะนำและช่วยเหลือคุณแม่ที่มีปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ให้คำแนะนำและช่วยเหลือคุณแม่เพื่อฝึกทักษะการให้นมแม่อย่างถูกต้อง
ให้คำแนะนำและช่วยเหลือคุณแม่หลังคลอดที่มีปัญหาเต้านมและหัวนม เช่น เต้านมคัด เต้านมอักเสบ หัวนมเจ็บ
ให้คำแนะนำคุณแม่ที่มีปัญหาน้ำนมน้อย น้ำนมไม่พอ
ให้คำแนะนำและช่วยเหลือคุณแม่ที่มีปัญหาลูกไม่ยอมดูดนมแม่ สับสนหัวนม
บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ดูแลและให้คำปรึกษาสตรีวัยหมดประจำเดือน
เมื่ออายุมากขึ้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ รัตนาธิเบศร์ มีแพทย์ที่จะให้การดูแลและคำแนะนำ เพื่อให้คุณสุภาพสตรีเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างเข้าใจ โดยให้การบริการ อาทิ
- ให้คำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
- ให้คำปรึกษาและรักษาในเรื่องฮอร์โมน กระดูก และอื่นๆ
- ตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกเพื่อวิเคราะห์โรคกระดูกพรุนในวัยทอง
- การตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์
- ความผิดปกติของทารกในครรภ์ เช่น ความพิการแต่กำเนิด ปากแหว่ง เพดานโหว่ ลิ้นหัวใจพิการ ทารกหัวบาตร ( ศีรษะบวมน้ำ) ภาวะไม่มีสมอง และไม่มีกระโหลกศีรษะ รวมทั้งโครโมโซมผิดปกติ ซึ่งพบได้ร้อยละ 2-3 ของหญิงตั้งครรภ์ภาวะผิดปกติเหล่านี้ก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิดรวมทั้งการสูญเสียชีวิตของทารก ปัจจัยที่มีผลต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์นั้นอาจจะทราบสาเหตุหรือไม่ทราบสาเหตุก็ได้ โดยพบว่าประมาณ 1 ใน 4 เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม

สารทางพันธุกรรมที่อยู่ภายในเซลล์ เรียกว่า โครโมโซม โดยมนุษย์จะมีโครโมโซม 23 คู่ (46 แท่ง) โครโมโซมจะเป็นตัวกำหนดลักษณะต่างๆ ของทารก เช่น รูปร่าง หน้าตา สติปัญญา เพศ เป็นต้น ในกรณีที่โครโมโซมผิดปกติ เช่น มีการขาดหายไปหรือเพิ่มขึ้นของโครโมโซม อาจทำให้ทารกมีความผิดปกติทางร่างกาย หรือสติปัญญาได้ โครโมโซมผิดปกติที่พบบ่อย คือ โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายและสมอง ที่เรียกว่า กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)

ในปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์หลายวิธีขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ขณะนั้น
1. การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound)มีความปลอดภัยสูง และสามารถทำได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ ปัจจุบันพัฒนาการของเครื่องอัลตราซาวน์ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จาก 2 มิติ พัฒนาสู่ 3 และ 4 มิติ ซึ่งทำให้ความละเอียดในการตรวจวินิจฉัยได้ดีขึ้นและชัดเจนขึ้นอย่างมากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงไม่ได้มีประโยชน์เพียงการดูเพศและดูการเจริญเติบโตของทารกเท่านั้น ยังสามารถใช้ตรวจวินิจฉัยภาวะผิดปกติต่างๆได้อีกด้วย เพื่อให้การรักษาขณะทารกอยู่ในครรภ์และเตรียมการรักษาหลังคลอด โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันในแต่ละไตรมาส

ในไตรมาสแรก จะทำการตรวจอัลตราซาวน์ในช่วงอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ เป็นการตรวจเพื่อยืนยันอายุครรภ์โดยการวัดความยาวตั้งแต่ศีรษะถึงกระดูกก้นกบ ทำให้ทราบกำหนดวันคลอดที่แน่นอนในมารดาที่จำประจำเดือนไม่ได้และยังสามารถใช้ตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ โดยการวัดความหนาของต้นคอทารก และดูกระดูกบริเวณดั้งจมูกของทารก ร่วมกับการตรวจสารชีวเคมีในเลือดมารดา ทำให้เพิ่มความแม่นยำในการวินิจจัยทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้อีกด้วย

สำหรับในไตรมาสที่ 2 จะตรวจตั้งแต่อายุครรภ์ 18 - 22 สัปดาห์ เพื่อยืนยันอายุครรภ์ในมารดาที่มาฝากครรภ์ช้าและไม่ได้รับการตรวจตั้งแต่ในไตรมาสแรก สามารถตรวจอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง กระดูกสันหลัง หัวใจ ตับ ไต ตรวจดูตำแหน่งรกและปริมาณน้ำคร่ำ อีกทั้งยังสามารถตรวจการไหลเวียนโลหิตของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูกซึ่งเชื่อมต่อมายังทารก ซึ่งหากพบความผิดปกติก็อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์หรือครรภ์เป็นพิษและภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ได้ ส่วนในกรณีที่มารดามีประวัติคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน เราสามารถวัดความยาวของปากมดลูกในช่วงอายุครรภ์นี้ เพื่อทำนายในการที่จะเกิดการคลอดก่อนกำหนดซ้ำ เพื่อให้การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด

การตรวจในไตรมาสที่ 3 จะทำในช่วงอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ เพื่อตรวจดูพัฒนาการของทารกในครรภ์ และที่สำคัญคือ สามารถตรวจดูอัตราการเจริญเติบโตของทารก ซึ่งโดยปกติภาวะทารกเติบโตช้าจะเกิดในช่วงนี้ ถ้าสามารถให้การวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีก็จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของทารก และยังช่วยลดโอกาสการเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงของทารกหลังคลอดได้อีกด้วย การทำอัลตราวาวน์ในช่วงนี้ยังสามารถตรวจการเจริญเติบโตของกระดูกของทารกได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยความผิดปกติของกระดูก เช่น คนแคระ กระดูกบางผิดปกติ แขน- ขาสั้น มือหรือเท้าอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น เท้าปุก
ดังนั้นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเพียงครั้งเดียว อาจไม่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ ควรได้รับการตรวจติดตามเป็นระยะ โดยเฉพาะในกรณีที่พบความผิดปกติของทารก

2. การตรวจสารชีวเคมีในเลือดมารดาขณะตั้งครรภ์ (Maternal serum screening test)
ปัญหาที่สำคัญที่สตรีตั้งครรภ์มักจะหวั่นวิตกเสมอก็คือ ทารกกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งเป็นภาวะที่ทารกมีความผิดปกติทางร่างกาย หรือสติปัญญา โดยโอกาสเสี่ยงมากขึ้นในสตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป แต่จากสถิติพบว่าทารกกลุ่มอาการดาวน์พบมากในสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี เนื่องจากไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง การตรวจสารชีวเคมีในเลือดมารดาขณะตั้งครรภ์จึงมีประโยชน์ ในกรณีที่มารดาไม่ต้องการเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ปัจจุบันการคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์สามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ โดยใช้การตรวจสารเคมีในเลือดมารดาขณะตั้งครรภ์ (Double marker) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติ (Detection rate) สูงถึงร้อยละ 94-96 โดยทำการตรวจในไตรมาสแรก และไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ (Quad marker) นอกจากใช้ตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือ Trisomy 21 แล้ว ยังสามารถตรวจหาความเสี่ยงทารกกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ดหรือ Trisomy 18 และกลุ่มอาการผิดปกติในระบบประสาท ศีรษะและไขสันหลังของทารกในครรภ์ได้อีกด้วย โดยหากพบความเสี่ยงสูงจะแนะนำทำการตรวจหาโครโมโซมต่อไป

3. การเจาะตรวจน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
เป็นวิธีที่นิยมและใช้มากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากทำได้ง่าย อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ต่ำ ให้ผลที่มีความแม่นยำสูง การเจาะนํ้าครํ่าเพื่อตรวจหาโครโมโซมเป็นกระบวนการนำนํ้าครํ่าที่อยู่รอบตัวของทารกในโพรงมดลูกออกมา เพื่อทำการตรวจหาโครโมโซมของทารก โดยเริ่มจากการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นใช้เข็มขนาดเล็กแทงผ่านผิวหนังบริเวณหน้าท้องและมดลูกเข้าไปในถุงนํ้าครํ่า แล้วใช้กระบอกฉีดยาดูดเอานํ้าครํ่าออกมาประมาณ 15-20 ซีซี ซึ่งเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณนํ้าครํ่าที่มีอยู่ในครรภ์ขณะนั้น( ประมาณ 180- 200 ซีซี) อายุครรภ์ที่เหมาะสมในการเจาะน้ำคร่ำคือ 15-20 สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ การแท้งบุตร พบได้ร้อยละ 0.5-1 ของการเจาะนํ้าครํ่า ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ พบได้น้อย เช่น เลือดออก การติดเชื้อ ถุงนํ้าครํ่ารั่ว เป็นต้น

4. การตัดชิ้นเนื้อจากรก (Chorionic villi sampling)
เป็นวิธีการตัดหรือดูดเนื้อรกบางส่วน เนื่องจากทารกและรกเจริญพัฒนามาจากเซลล์เนื้อเยื่อเดียวกันจึงมีลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายคลึงกัน ทำให้ตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของทารกได้ โดยจะกระทำในระยะที่รกเริ่มเกาะแน่นพอที่จะไม่เกิดการแท้ง อายุครรภ์ที่เหมาะสมคือ 10-13 สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการเจาะน้ำคร่ำ โดยพบได้ร้อยละ 0.5

5. การเจาะเลือดจากสายสะดือทารกในครรภ์ (Cordocentesis)
เป็นการใช้เข็มเจาะเลือดทารกในครรภ์บริเวณสายสะดือผ่านทางหน้าท้องมารดาโดยอาศัยการตรวจอัลตร้าซาวน์ชี้นำปลายเข็มแล้วส่งตัวอย่างเลือดไปห้องปฎิบัติการเพื่อตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางโครโมโซมโดยเฉพาะกลุ่มอาการดาวน์ การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อแต่กำเนิด ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ เลือดออก พบได้ร้อยละ 50 ทารกเสียชีวิตพบได้ร้อยละ 1.4

ใครบ้างควรรับการตรวจหาโครโมโซมของทารก
1. มารดาที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป นับถึงวันกำหนดคลอดบุตร เนื่องจากโอกาสที่ทารกในครรภ์เกิดภาวะกลุ่มอาการดาวน์สูงขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปทารกที่คลอดจากมารดาอายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสเป็นกลุ่มอาการดาวน์ประมาณ 1 ใน 800 คน ในขณะที่มารดาที่อายุ 35 ปีมีโอกาสคลอดทารกที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ ประมาณ 1 ใน 350 คน และถ้ามารดาอายุสูงขึ้นยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะนี้สูงขึ้นด้วยตามลำดับ
2. มารดาที่เคยคลอดทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติรวมทั้งทารกที่มีความพิการหลายอย่างโดยไม่ทราบสาเหตุในครรภ์ก่อน
3. มารดาหรือบิดาที่มีความผิดปกติของโครโมโซมที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังทารกได้
4. มารดาที่มีผลตรวจเลือดคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ผิดปกติ

ถ้าผลโครโมโซมของทารกผิดปกติจะทำอย่างไรต่อไป
ถ้าผลโครโมโซมของทารกผิดปกติแพทย์จะให้คำปรึกษาแก่ท่านและสามีถึงผลการตรวจและความผิดปกติของทารกที่อาจเกิดขึ้นได้ แนวทางการรักษา ทางเลือกในการดูแลการตั้งครรภ์ต่อไป โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านและสามีเป็นสำคัญ แพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจะดูแลต่อไปตามความเหมาะสม กรณีผลโครโมโซมของทารกปกติก็ไม่ได้ยืนยันว่าทารกจะปกติ สมบูรณ์แข็งแรง เพราะความผิดปกติบางอย่างของทารกไม่ได้เกิดจากโครโมโซมผิดปกติเพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีก ด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทางการแพทย์ของเรา

อัลตร้าซาวน์ครรภ์มารดา

สถานที่ & ติดต่อ

แผนกสูติ-นรีเวช คลินิกปริกำเนิด : 02-594-0020-65 ต่อ 1320


ศูนย์บริการทางการแพทย์อื่นๆ