บทความเพื่อสุขภาพ

เอชไพโลไร เชื้อแบคทีเรียร้าย ต้นเหตุของมะเร็งกระเพราะอาหาร

เอชไพโลไร

H. Pylori (Helicobacter Pylori) หรือเชื้อเอชไพโลไร เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยอยู่ภายในระบบทางเดินอาหาร มักไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ในบางกรณีการติดเชื้อชนิดนี้อาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ และอาจกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

อาการของการติดเชื้อเอชไพโลไร

การติดเชื้อแบบเฉียบพลันหรือในปริมาณมาก จะมีอาการเหมือนกระเพาะอาหารอักเสบ โดยมีไข้ ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วหายไป ขณะที่ผู้รับเชื้อในปริมาณน้อยอาจไม่มีอาการใดๆเลย แต่เชื้อจะฝังตัวอยู่ในกระเพาะอาหารไปเรื่อยๆ จนความแข็งแรงของผิวเยื่อบุลดลง ส่งผลให้กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังหรือเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด

อาการของการติดเชื้อเอชไพโลไร

  • มีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง บริเวณใต้ลิ้นปี่
  • ท้องอืด หรือ มีอาการจุกเสียดแน่นท้อง
  • น้ำหนักลดลง โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • กรณีมีการอักเสบรุนแรง จนเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น อาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้อุจจาระมีสีดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือเป็นสาเหตุของภาวะโลหิตจาง

 

สาเหตุของการติดเชื้อเอชไพโลไร

สาเหตุของการติดเชื้อเอชไพโลไรยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากการสัมผัสเชื้อและนำเข้าปากโดยไม่รู้ตัว รวมถึงการบริโภคอาหารและน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ การติดเชื้อชนิดนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกเพศและทุกวัย แต่มักพบในเด็ก และจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ เอชไพโลไรหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่แออัดที่ไม่สะอาด

เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อ เอชไพโลไรจะเข้าไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลงจนไม่สามารถทนต่อกรดในกระเพาะอาหารที่มีความเข้มข้นได้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้

การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไพโลไร

เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไพโลไร แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่มีสูตรเฉพาะ เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในกระเพาะมีโอกาสดื้อยาสูง สูตรของยาปฏิชีวะมีความหลากหลาย ต้องใช้ร่วมกัน 2-3 ชนิด ซึ่งต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ ตามความเหมาะของยาและผู้ป่วยแต่ละบุคคล

นอกจากนี้หากพบผู้ป่วยติดเชื้อภายในครอบครัวที่ใช้ชีวิตร่วมกันหรือรับประทานอาหารสำรับเดียวกัน ควรเข้ารับการตรวจเชื้อ เพื่อทำการรักษาไปพร้อมๆ กัน และป้องกันการกลับมาติดเชื้อซ้ำ
 

การป้องกันการติดเชื้อเอชไพโลไร

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนทำอาหารและรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมถึงอาหารที่ปรุงไม่สุก
  • หากมีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร หรือเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ รวมถึงการตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรด้วย

แม้โรคกระเพาะอาหารจะเป็นโรคที่ไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่การปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง และอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้  ดังนั้นหากเริ่มมีอาการปวดท้อง แสบท้อง จุกแน่นเฟ้อที่ ท้อง หรือมีบุคคลในครอบครัวเคยตรวจพบเชื้อเอชไพโลไร ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการปวดท้อง , ตรวจหาเชื้อเอชไพโร  และเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

 

บทความโดย แพทย์หญิง อัจฉรา  เสรีไพบูลย์ทรัพย์    แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์

Kasemrad Call Center 1218 กด 2 ต่อ 1219 , 1220 (แผนกอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหารและตับ)

 


แพ็คเกจ&โปรโมชั่น