บทความเพื่อสุขภาพ

ไขมันพอกตับ กับเรื่องที่ควรรู้

ไขมันพอกตับ คืออะไร

ไขมันพอกตับ (Fatty liver) คือ ภาวะที่มีไขมันไปสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ในเซลล์ตับ คือมีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกายมากเกินความต้องการจนตับนำไปสร้างเป็นไขมัน (Lipogenesis) โดยปกติแล้ว อาหารประเภทไขมันที่ร่างกายได้รับจะถูกเผาผลาญที่ตับและเนื้อเยื่อต่างๆ แต่เมื่อร่างกายได้รับไขมันเกินความจำเป็น ไขมันส่วนเกินจะถูกสะสมในรูปเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งจะค่อยๆพอก ตับของผู้ที่รับประทานอาหารประเภทไขมันในปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกายจะจัดการได้

สาเหตุของโรคไขมันพอกตับ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคไขมันพอกตับเกิดจากภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไปหรือเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเผาผลาญไขมัน กระทั่งมีไขมันส่วนเกินไปสะสมอยู่ในเซลล์ตับ ทั้งนี้ โรคไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

  • จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (alcoholic fatty liver disease) ความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับประเภท ปริมาณ และระยะเวลาที่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver disease) โดยมีผลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไวรัสตับอักเสบซี

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับ

  • โรคอ้วน ประมาณร้อยละ 20 ของคนที่เป็นโรคอ้วนจะมีโรคไขมันพอกตับอยู่ด้วย
  • น้ำหนักตัวมากเกิน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI 25-30)
  • เบาหวาน
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก
  • รับประทานอาหารที่มีรสหวานมากเกินไป

อาการของโรคไขมันพอกตับ

โดยทั่วไปโรคไขมันพอกตับไม่ทำให้เกิดอาการทางร่างกาย หรือหากมีอาการก็อาจเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอที่จะบ่งบอกโรคได้ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวา โดยส่วนใหญ่การตรวจพบโรคไขมันพอกตับจึงมักพบเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจทางการแพทย์ด้วยเหตุผลอื่นๆ

การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ

  • การตรวจเลือด
  • การตรวจอัลตราซาวนด์
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ
  • การตรวจระดับความแข็งของตับและวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง FibroScan

ซึ่งปัจจุบัน จะใช้วิธีการตรวจไขมันพอกตับด้วยเครื่อง FibroScan เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ ภาวะตับแข็ง และตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับ โดยไม่เกิดความเจ็บปวดใดๆ กับร่างกาย และลดอัตราความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เมื่อเทียบจากการเจาะตับ (Liver biopsy)

แนวทางในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคไขมันพอกตับ

  • หากมีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักโดยให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เช่น 0.25-0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์ จนกระทั่งน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน หากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้าน เช่น เดินเร็วครึ่งชั่วโมง แล้วตามด้วยการยกน้ำหนักแบบแรงกระแทกต่ำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยสูง และให้พลังงานต่ำ
  • หากเป็นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมโรคให้ดีด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง

บทความโดย แพทย์หญิง อัจฉรา เสรีไพบูลย์ทรัพย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์

Kasemrad Call Center 1218 กด 2 ต่อ 1219 , 1220 (แผนกทางเดินอาหารและตับ)


แพ็คเกจ&โปรโมชั่น